Skip to main content

Restaurants & cafés

QR Ordering vs พนักงานรับออเดอร์ แบบไหนดีกว่าสำหรับร้านอาหารไทย

ร้านอาหารบางร้านเหมาะกับพนักงานรับออเดอร์แบบเดิม บางร้านเหมาะกับระบบ QR ordering มากกว่า บทความนี้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของทั้งสองแบบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อช่วยให้คุณเลือกได้ถูก

Bangkok Boost Studios2 Apr 2026 · 7 min read
Share
In this article7
  1. 1ทำไมถึงต้องเปรียบเทียบ?
  2. 2ข้อดีของพนักงานรับออเดอร์
  3. 3ข้อเสียของพนักงานรับออเดอร์
  4. 4ข้อดีของ QR Ordering
  5. 5ข้อเสียของ QR Ordering
  6. 6ร้านแบบไหนควรใช้แบบไหน?
  7. 7สรุป

ทำไมถึงต้องเปรียบเทียบ?

การรับออเดอร์โดยพนักงานเป็นวิธีที่ร้านอาหารใช้มาตลอด และมันทำงานได้ดีในหลายสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน ระบบ QR ordering ก็ไม่ใช่ของเล่นหรือเทรนด์ชั่วคราว ร้านอาหารในญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ใช้กันเป็นเรื่องปกติมานานแล้ว และร้านอาหารในกรุงเทพฯ ก็เริ่มใช้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ทั้งสองแบบไม่ได้เหมาะกับทุกร้านเท่ากัน บทความนี้จะเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่าร้านของคุณเหมาะกับแบบไหน

ข้อดีของพนักงานรับออเดอร์

การมีพนักงานมารับออเดอร์ที่โต๊ะยังคงมีข้อดีที่ชัดเจน

สร้างความรู้สึกพิเศษ — ร้านอาหารบางประเภท เช่น ร้านโอมากาเสะ fine dining หรือร้านที่เน้นประสบการณ์ การมีพนักงานมาแนะนำเมนู อธิบายวัตถุดิบ และดูแลลูกค้าแบบตัวต่อตัว เป็นส่วนหนึ่งของบริการที่ลูกค้ายินดีจ่ายเพิ่ม ถ้าเอาออกไป ประสบการณ์ทั้งหมดก็จะเปลี่ยน

รับมือกับคำขอพิเศษ — ลูกค้าบางคนมีความต้องการซับซ้อน เช่น แพ้อาหารหลายอย่าง อยากปรับเมนูเฉพาะ หรือถามว่าอะไรอร่อย พนักงานที่มีประสบการณ์จัดการเรื่องแบบนี้ได้ดี

ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยี — ไม่ต้องกังวลเรื่อง Wi-Fi ล่ม เครื่องพิมพ์ค้าง หรือลูกค้าไม่ถนัดใช้มือถือ ทุกอย่างทำงานได้ตราบใดที่มีคนอยู่

ข้อเสียของพนักงานรับออเดอร์

แต่ระบบพนักงานก็มีปัญหาที่เจ้าของร้านทุกคนรู้ดี

ชั่วโมงเร่ง พนักงานไม่พอ — ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดคือตอนร้านเต็ม ลูกค้ายกมือเรียกแล้วไม่มีคนมารับ รอ 5-10 นาที เริ่มหงุดหงิด โดยเฉพาะร้านบุฟเฟ่ต์ที่ลูกค้าสั่งเพิ่มบ่อย ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการจ้างพนักงานเพิ่ม แต่ค่าแรงก็เป็นต้นทุนหลักของร้านอาหาร

จดผิด ส่งผิด — พนักงานรับออเดอร์ด้วยปากกาและกระดาษ แล้ววิ่งไปส่งครัว ลายมืออ่านไม่ออก จดโต๊ะสลับกัน หรือลืมบอกหมายเหตุ "ไม่ใส่ผัก" ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นทุกวัน แต่ละครั้งร้านเสียทั้งวัตถุดิบ เวลา และความพอใจของลูกค้า

ภาษาเป็นอุปสรรค — ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในย่านท่องเที่ยว เจอปัญหานี้ชัดเจน ลูกค้าต่างชาติพูดไทยไม่ได้ พนักงานพูดอังกฤษไม่คล่อง สุดท้ายก็ชี้ ๆ รูปในเมนู สั่งผิดก็เถียงกันไม่รู้เรื่อง

ต้นทุนพนักงานสูงขึ้นเรื่อย ๆ — ค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพฯ ปรับขึ้นทุกปี พนักงานหาได้ยากขึ้น ลาออกบ่อย ต้องฝึกคนใหม่ตลอด ยิ่งต้องการพนักงานที่พูดอังกฤษได้ ยิ่งหาได้ยากและต้องจ่ายมากขึ้น

ข้อดีของ QR Ordering

ระบบ QR ordering แก้ปัญหาหลายอย่างที่พนักงานแก้ไม่ได้

รับออเดอร์ได้ไม่จำกัด — ลูกค้า 30 โต๊ะกดสั่งพร้อมกันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีคิวรอ ไม่ต้องยกมือเรียก ลูกค้าอยากสั่งเพิ่มเมื่อไหร่ก็กดสั่งได้เลย

ตัดขั้นตอนที่ออเดอร์เพี้ยนได้ — ลูกค้าเลือกเมนูเอง ใส่หมายเหตุเอง กดส่งเอง สิ่งที่พิมพ์ออกมาที่ครัวคือสิ่งที่ลูกค้ากดสั่งไว้ ไม่ต้องผ่านการจดและการอ่านลายมืออีกต่อหนึ่ง ตั๋วครัวพิมพ์ออกมาอัตโนมัติ ชัดเจน อ่านง่าย

รองรับสองภาษาอัตโนมัติ — เมนูแสดงได้ทั้งไทยและอังกฤษ ลูกค้าต่างชาติอ่านเมนูได้เอง เห็นรูปอาหาร เห็นราคา สั่งได้โดยไม่ต้องพึ่งพนักงาน

เก็บข้อมูลให้อัตโนมัติ — ทุกออเดอร์ถูกบันทึกไว้ เจ้าของร้านดูได้ว่าเมนูไหนขายดี ช่วงเวลาไหนลูกค้าเยอะ ยอดเฉลี่ยต่อโต๊ะเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตัดสินใจเรื่องเมนู วัตถุดิบ และจำนวนพนักงาน

สั่งเพิ่มได้โดยไม่ต้องรอ — เวลาอยากสั่งเพิ่มแล้วต้องรอพนักงานว่าง บางโต๊ะก็เลิกสั่งไปเลย การกดสั่งเองจากมือถือทำให้ข้อจำกัดตรงนั้นหายไป ส่วนจะมีผลกับยอดต่อโต๊ะแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเมนูและลูกค้าของแต่ละร้าน

ข้อเสียของ QR Ordering

แต่ QR ordering ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ

ไม่เหมาะกับ fine dining — ร้านที่ขายประสบการณ์เป็นหลัก ลูกค้าจ่ายเพื่อความรู้สึกพิเศษ การให้ลูกค้ากดมือถือสั่งเองจะทำลายบรรยากาศ ร้านโอมากาเสะ ร้านอาหารฝรั่งเศส หรือร้านที่มีเชฟมาอธิบายเมนูที่โต๊ะ ไม่ควรใช้ระบบนี้

ลูกค้าบางกลุ่มไม่ถนัด — ลูกค้าสูงอายุบางคนไม่คุ้นกับการสแกน QR หรือมือถือรุ่นเก่ามากจนสแกนไม่ได้ ร้านที่ฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มนี้ต้องมีทางเลือกให้ พนักงานยังคงต้องสามารถรับออเดอร์ปกติได้ด้วย

ต้อง setup ระบบ — ไม่ใช่แค่พิมพ์ QR Code แปะโต๊ะ ต้องมีการใส่เมนู ตั้งราคา ถ่ายรูปอาหาร เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ครัว แม้ว่าส่วนใหญ่ผู้ให้บริการจะทำให้ทั้งหมด แต่ก็ต้องใช้เวลาเตรียมข้อมูลร้านบ้าง

ร้านแบบไหนควรใช้แบบไหน?

ถ้าดูจากข้อดีข้อเสียทั้งหมด สามารถแบ่งได้ชัดเจน

ใช้พนักงานรับออเดอร์ — ร้าน fine dining ร้านโอมากาเสะ ร้านที่ขายบรรยากาศและการบริการส่วนตัว ร้านขนาดเล็กมากที่มีโต๊ะไม่กี่โต๊ะ

ใช้ QR ordering — ร้านบุฟเฟ่ต์ทุกประเภท (ชาบู ปิ้งย่าง ซูชิ เกาหลี) ร้าน à la carte ขนาดกลางที่มีลูกค้าเยอะ ร้านในย่านท่องเที่ยวที่มีลูกค้าต่างชาติ ร้านที่พนักงานไม่พอ

ใช้ทั้งสองแบบผสมกัน — ร้านที่มีลูกค้าหลายกลุ่ม ให้ QR ordering เป็นทางเลือกหลัก แต่พนักงานยังรับออเดอร์ได้สำหรับลูกค้าที่ต้องการ

สรุป

พนักงานรับออเดอร์ไม่ได้เลวร้าย และ QR ordering ไม่ได้วิเศษ ทั้งสองแบบมีที่ของมัน แต่สำหรับร้านบุฟเฟ่ต์และร้านอาหารขนาดกลางในกรุงเทพฯ ที่เจอปัญหาพนักงานไม่พอ ออเดอร์ผิด และลูกค้าต่างชาติ QR ordering ตอบโจทย์ได้ชัดเจนกว่า

BkkBoost Dine เป็นระบบสั่งอาหารและ POS สำหรับร้านอาหารในกรุงเทพฯ ลูกค้าสแกน QR สั่งเองได้ พนักงานสั่งจากเครื่องของร้านได้ หรือใช้ทั้งสองแบบพร้อมกัน เริ่มต้นที่ Dine QR 690 บาท/เดือน การพิมพ์ตั๋วครัวอยู่ในแพ็กเกจ Dine 990 บาท/เดือน ส่วนฟีเจอร์บุฟเฟ่ต์และการเชื่อมกับ Loyverse อยู่ในแพ็กเกจ Dine POS 1,690 บาท/เดือน ถ้าสนใจอยากลองดูว่าเหมาะกับร้านคุณไหม ทักมาคุยที่ LINE @bkkboost ได้เลย ยินดีให้คำปรึกษาฟรีครับ

Keep reading

All articles
Restaurants & cafésระบบสั่งอาหาร QR Code คืออะไร และร้านอาหารไทยได้ประโยชน์อย่างไรลูกค้าสแกน QR ที่โต๊ะ สั่งอาหารเอง ออเดอร์วิ่งเข้าครัวทันที — ไม่ต้องเรียกพนักงาน ไม่ต้องจดออเดอร์ผิด บทความนี้อธิบายว่าระบบ QR ordering ทำงานยังไง และทำไมร้านอาหารในไทยถึงเริ่มใช้กันมากขึ้น2 Apr 2026 · 6 min readRestaurants & cafésร้านอาหาร 20 โต๊ะ ลองคำนวณค่าแรงของงานรับออเดอร์ ถ้าลูกค้าสั่งอาหารเองเจ้าของร้านมักถามว่าระบบ QR ordering ราคาเท่าไหร่ แต่คำถามที่ควรถามคือ ตอนนี้คุณจ่ายค่าแรงพนักงานรับออเดอร์เดือนละเท่าไหร่ — มาคิดเลขกันจริง ๆ2 Apr 2026 · 6 min readRestaurants & cafésใช้ Loyverse อยู่แล้ว? เชื่อมระบบสั่งอาหาร QR ได้เลย โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่ถ้าร้านคุณใช้ Loyverse POS อยู่แล้ว เมนู ราคา หมวดหมู่ ทุกอย่างอยู่ในระบบหมดแล้ว ไม่ต้องเริ่มใหม่ แค่เชื่อมต่อกับระบบ QR ordering แล้วลูกค้าก็สั่งเองได้เลย2 Apr 2026 · 4 min read